ทางร้าน FRUIT N FLORA จะปิดให้บริการ ในวันที่ 13-14 เม.ย. 64 เนื่องในเทศกาลสงกรานต์ และจะเปิดทำการในวันที่ 15 เม.ย. 64 เวลา 9.00-18.00 น. ทั้งนี้ในวันที่ 13-14 เม.ย. 64 ยังสามารถสั่งซื้อในเว็บไซต์ได้ โดยเลือกจัดส่งได้ในวันที่ 16 เม.ย. 64 เป็นต้นไป ขอบคุณค่ะ
  Loading... Please wait...

ไขปริศนา...เพราะเหตุใดชาวญี่ปุ่นถือว่าดอกฮิกันบานะเป็นดอกไม้แห่งความตาย?

ดอกฮิกันบานะมุมสุง

 

            หลายคนที่เคยชอบดูการ์ตูนอนิเมะหรือซีรีย์ญี่ปุ่นอาจเคยเห็นหรือรู้จักดอกฮิกันบานะกันมาบ้างไม่มากก็น้อย แต่ทราบหรือสงสัยบ้างหรือไม่คะว่าดอกไม้ชนิดนี้มีที่มาและความหมายว่าอย่างไร? แล้วเพราะเหตุใดชาวญี่ปุ่นจึงถือว่าเป็นสัญลักษณ์แห่งความตายและมีความน่ากลัวด้วย? วันนี้ Fruit N Flora จะมาไขปริศนาเรื่องดอกไม้ชนิดนี้กันแบบเจาะลึกทุกรายละเอียดว่ามีความพิเศษและน่าสนใจอะไรกันบ้างค่ะ ถ้าพร้อมแล้วก็ตามมาเลย!

ที่มาของชื่อดอก “ฮิกันบานะ”

            “ดอกฮิกันบานะ” เป็นดอกไม้สีแดงของชาติญี่ปุ่นที่จัดอยู่ในประเภทไม้ยืนต้นตระกูลดอกลิลลี่ ซึ่งมีชื่อเรียกทั้งภาษาอังกฤษและภาษาไทย โดยชื่อเรียกภาษาอังกฤษคือ “Red Spider Lily” แต่คนไทยเรียกดอกไม้นี้ว่า “พลับพลึงสีแดง” หรือ “พลับพลึงแมงมุม” ส่วนที่มาของชื่อ “ฮิกันบานะ” นั้นก็มาจากดอกไม้ชนิดนี้มักจะบานในช่วงวันวสันตวิษุวัตและวันศารทวิษุวัตของฤดูใบไม้ร่วงที่มีการเฉลิมฉลองวันหยุดทางศาสนาพุทธของชาวญี่ปุ่นเป็นเวลา 7 วันหรือที่เรียกกันว่า “ฮิกัน” นั่นเองค่ะ

            นอกจากจะชื่อ “ฮิกันบานะ” แล้ว ดอกฮิกันบานะยังมีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “มันจูชาเงะ” ในศาสนาพุทธถือว่าดอกไม้ชนิดนี้เป็นดอกไม้แห่งสวรรค์ เพราะเชื่อกันว่าหากมีเรื่องที่น่ายินดีหรือเรื่องที่เป็นมงคลเกิดขึ้น ดอกไม้สีแดงก็จะโปรยปรายลงมาจากท้องฟ้าเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองนั่นเองค่ะ แต่อย่างไรก็ตามดอกไม้ชนิดนี้ในประเทศญี่ปุ่นก็ยังมีชื่อเรียกอื่น ๆ อีกที่น่ากลัวหรือสื่อไปในทางที่ไม่ดีอยู่เหมือนกันค่ะ เช่น “ชิบิโตะบานะ” (ดอกไม้คนตาย), “จิโกคุบานะ” (ดอกไม้นรก), “ยูเรบานะ” (ดอกไม้วิญญาณ), “คิทสึเนะบานะ” (ดอกไม้จิ้งจอก), “สุเตโกะบานะ” (ดอกไม้เด็กกำพร้า), “คามิโซริบานะ” (ดอกใบมีดโกน) เป็นต้น

 

 ดอกฮิกันบานะพื้นหลังสีดำ

 

เหตุผลที่ชาวญี่ปุ่นมองว่าดอกฮิกันบานะเป็นดอกไม้แห่งความตาย

            การที่ชาวญี่ปุ่นมองว่าดอกฮิกันบานะเป็นดอกไม้แห่งความตายและมีความน่ากลัวมีอยู่หลายเหตุผลด้วยกันดังนี้ค่ะคือ...

    1. เป็นดอกไม้มีพิษ

ในส่วนของหัวหรือกระเปาะของดอกจะมีสารพิษที่มีชื่อว่า “แอลคาลอยด์” (alkaloids) ซึ่งคนญี่ปุ่นในสมัยก่อนมักนิยมนำดอกชนิดนี้มาทำอาหารกินในช่วงขาดแคลน โดยนำหัวหรือกระเปาะมาล้างน้ำให้สะอาดเพื่อละลายพิษเสียก่อน เพราะหากล้างไม่สะอาดก็จะทำให้พิษหลงเหลืออยู่ เมื่อรับประทานเข้าไปก็อาจทำให้เกิดอาการปวดท้อง, คลื่นไส้, อาเจียน, ท้องเสีย ท้องร่วง, ตัวสั่น จนถึงขั้นเป็นอัมพาตและเสียชีวิตได้ค่ะ

    2. ดอกไม้คู่หลุมฝังศพ

ด้วยความที่ดอกชนิดนี้มีพิษนี้เองทำให้คนญี่ปุ่นนิยมนำมาปลูกรอบ ๆ หลุมฝังศพ เพื่อป้องกันไม่ให้สัตว์ร้ายต่าง ๆ อย่างตัวตุ่นหรือสัตว์กินเนื้ออื่น ๆ เข้ามาทำลายหลุมฝังศพอีกด้วย จึงทำให้ได้รับฉายาว่าเป็นดอกไม้ที่อยู่คู่กับหลุมศพนั่นเองค่ะ

    3. ความเชื่อเรื่องสีแดง 

ว่ามาจากการที่ดอกไม้ดูดเลือดของศพขึ้นมาทำให้กลายเป็นสีแดงและมักนิยมใช้ในงานศพค่ะ

    4. สัญลักณ์ของดอกฮิกันบานะ

เป็นสัญลักษณ์หรือสื่อความหมายถึงการจากลาที่ไม่มีวันได้พบเจอกันอีกนั้นก็เพราะดอกและใบของดอกไม้ชนิดนี้จะขึ้นไม่พร้อมกันเลยค่ะ ซึ่งเราจะเห็นใบไม้ขึ้นมาก็ต่อเมื่อดอกไม้เหี่ยวแห้งและลำต้นผุพังลงไปเท่านั้น ทำให้เราไม่มีทางมองเห็นทั้งดอก ลำต้น และใบในเวลาเดียวกันนั่นเองค่ะ นอกจากนั้นในงานเขียนของชาวพุทธโบราณยังกล่าวไว้ว่าดอกฮิกาบานะจะนำทางวิญญาณของผู้ล่วงลับไปสู่วัฏจักรของการเกิดใหม่อีกด้วยค่ะ

 

ความหมายของสีดอกฮิกันบานะ

            คนส่วนมากอาจคุ้นเคยดอกฮิกาบานะสีแดง แต่จริง ๆ แล้วยังมีสีขาวและสีเหลืองค่ะ ซึ่งดอกฮิกันบานะแต่ละสีก็มีความหมายแตกต่างกันออกไปคือ...

    สีแดง หมายถึง อิสรภาพ ความคลั่งไคล้ การกลับมาพบกันใหม่ หรือฉันคิดถึงแค่คุณเท่านั้น

    สีขาว หมายถึง ฉันปรารถนาเพียงคุณคนเดียวเท่านั้น หรือฉันเฝ้ารอวันที่จะกลับมาพบกันอีกครั้ง

    สีเหลือง หมายถึง น้ำใจที่ลึกซึ้ง หรือการคิดถึงความหลัง

            เมื่อทราบคำตอบของปริศนาเกี่ยวกับดอกฮิกันบานะ ไม่ว่าจะเป็นที่มา ความหมายของชื่อและสี และความเชื่อของชาวญี่ปุ่นที่มีต่อดอกไม้ชนิดนี้กันไปแล้ว หากใครที่ต้องการชมดอกชนิดนี้ด้วยตาตัวเองก็สามารถไปชมกันได้ที่ประเทศญี่ปุ่นในช่วงฤดูใบไม้ร่วงกันนะคะ

 

     
ช่อดอกไม้ กระเช้าดอกไม้ แจกันดอกไม้ กระเช้าผลไม้